สายช้อปญี่ปุ่นต้องรู้! ญี่ปุ่นเลิกระบบ Tax Free หน้าร้านแล้ว จ่ายภาษีเต็มก่อน แล้วไปขอคืนที่สนามบิน
ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2026 นักท่องเที่ยวต้องจ่ายภาษีบริโภค 10% ตอนซื้อ แล้วยื่นขอคืนก่อนเช็กอินขึ้นเครื่อง ใครแกะของใช้ไปบางชิ้นอาจอดคืนทั้งบิล
ข่าวนี้คนไทยสายเที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาด เพราะตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นยกเลิกระบบ Tax Free แบบเดิมที่ยื่นพาสปอร์ตแล้วได้ราคาไม่รวมภาษีทันทีที่หน้าร้านแล้ว และเปลี่ยนมาใช้ระบบ “ขอคืนภาษี” แทน
เดิมทีนักท่องเที่ยวที่ซื้อของครบ 5,000 เยน (ราวพันบาทนิด ๆ) ในร้านที่ร่วมรายการ แค่โชว์พาสปอร์ตก็ไม่ต้องจ่ายภาษีบริโภค 10% ได้เลย แต่ระบบใหม่คือต้องจ่ายราคาเต็มรวมภาษีไปก่อน แล้วค่อยไปยื่นขอคืนเงินตอนออกนอกประเทศ ซึ่งร้านค้ายังขอดูพาสปอร์ตตอนซื้อเหมือนเดิม
ขั้นตอนที่สนามบินคือ ต้องไปทำเรื่องที่ตู้บริการอัตโนมัติหรือเคาน์เตอร์ศุลกากร “ก่อนเช็กอินโหลดกระเป๋า” เมื่อสแกนพาสปอร์ต หน้าจอจะขึ้นสีเขียวหรือสีแดง ถ้าขึ้นสีแดงแปลว่าต้องเปิดของให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ส่วนสนามบินใหญ่อย่างนาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ฟุกุโอกะ นิวชิโตเสะ และนาฮะ ยื่นผ่านเว็บ Visit Japan Web ได้ แต่ต้องต่อ Wi-Fi เฉพาะในโถงผู้โดยสารขาออก แปลว่ายังไงก็ต้องไปถึงสนามบินก่อน
จุดที่ต้องระวังที่สุดคือ ของที่ซื้อในบิลเดียวกันจะนับเป็นก้อนเดียว ถ้าโดนสุ่มตรวจแล้วหยิบมาโชว์ไม่ครบแม้แต่ชิ้นเดียว จะไม่ได้เงินคืนทั้งบิล เช่น ซื้อโลชั่น 5 ขวด แล้วแกะใช้ไป 1 ขวดระหว่างเที่ยว อีก 4 ขวดก็อดคืนด้วย ทางแก้คือของที่ตั้งใจจะใช้ระหว่างทริปให้แยกจ่ายเป็นอีกบิล
เงินภาษีที่ได้คืนจะโอนเข้าบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคารตามที่เลือก กรมศุลกากรญี่ปุ่นยังไม่ได้บอกว่าใช้เวลากี่วัน สื่อญี่ปุ่นคาดว่าอาจเป็นหลักสัปดาห์ และต้องยื่นภายใน 90 วันหลังซื้อ
ที่สำคัญคือถ้าทำเรื่องไม่ทันก่อนขึ้นเครื่อง จะไม่มีช่องทางขอคืนย้อนหลัง ระบบเพิ่งเริ่มใช้และยังไม่มีตัวเลขทางการว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ใครช้อปหนัก ๆ แนะนำให้เผื่อเวลาไปถึงสนามบินเร็วกว่าเดิม
เหตุผลที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนระบบ เพราะแบบเดิมเปิดช่องให้มีคนซื้อของปลอดภาษีแล้วเอาไปขายต่อในประเทศ ระบบใหม่ทำให้ศุลกากรตรวจได้ว่าของถูกนำออกนอกประเทศจริงก่อนจะคืนภาษีให้